หูฟังแบบ Open-Ear คือหูฟังที่ไม่ได้อุดรูหู เลยยังได้ยินเสียงรอบตัวไปพร้อมกับเพลงหรือพอดแคสต์ เหมาะกับคนที่เดินเมือง ข้ามถนน หรือทำงานในออฟฟิศแล้วไม่อยากตัดขาดจากโลกภายนอก ตอนนี้ CMF แบรนด์ลูกของ Nothing ก็ลงมาเล่นตลาดนี้แล้วด้วย CMF Clip Pro รุ่นแรกของแบรนด์ ซึ่ง Nothing Thailand เตรียมวางขายในไทยปลายเดือนกันยายน 2569
ใส่สบาย เบาจนแทบลืมว่าใส่อยู่
โจทย์ใหญ่ของหูฟังแบบเปิดหูคือทำให้ใส่สบายและเสียงยังดีไปพร้อมกัน CMF เลือกใช้ดีไซน์หนีบ 3 จุด (3-point Clip Design) กระจายน้ำหนักลงบนใบหูให้สมดุล ไม่กดทับจุดใดจุดหนึ่ง ตัวก้าน C-bridge มีแกนลวดไทเทเนียมยืดหยุ่น หุ้มด้วยวัสดุนุ่มเป็นมิตรกับผิว ปรับโค้งตามรูปหูได้หลายแบบ

ตัวบอลฟังเสียงถูกวางให้แนบหูอย่างเป็นธรรมชาติ ส่วนน้ำหนักอยู่ที่ประมาณ 5.9 กรัมต่อข้าง ตามที่ CMF ระบุ ทางแบรนด์บอกว่าใส่ทั้งวัน ทั้งตอนทำงาน เดินทาง หรือออกกำลังกายได้สบาย
เสียง: ไดรเวอร์ 10.8 มม. และ LDAC
หูฟังใช้ไดรเวอร์ไดนามิกแบบแม่เหล็กคู่ (dual-magnet) ขนาด 10.8 มม. ปรับเสียงให้เสียงร้องคมและเสียงแหลมใส ส่วนเรื่องเบส ซึ่งเป็นจุดอ่อนของหูฟังแบบเปิดหู เพราะเสียงต่ำหลุดออกนอกหูง่าย CMF เสริมด้วย Ultra Bass Technology ที่ช่วยดันย่านเสียงต่ำและลดความเพี้ยนของเสียงแหลมไปพร้อมกัน
Clip Pro ได้รับตราสัญลักษณ์ Hi-Res Audio Certified (มาตรฐานรับรองเสียงรายละเอียดสูง) และรองรับ Codec (ตัวแปลงสัญญาณเสียงที่ใช้ส่งจากมือถือมาหูฟัง) 3 แบบ คือ LDAC, AAC และ SBC ถ้ามือถือรองรับ LDAC ก็สตรีมเพลงคุณภาพสูงได้เต็มที่ ส่วน AAC เป็นตัวที่ไอโฟนใช้กันอยู่
คุยสาย: ไมค์ 4 ตัว พร้อม VPU ตัดเสียงรบกวน
ฝั่งการโทร Clip Pro มีไมโครโฟน HD 4 ตัว จับคู่กับ Clear Voice Technology และ VPU (Voice Processing Unit หน่วยประมวลผลเสียงพูดโดยเฉพาะ) เพื่อแยกเสียงพูดออกจากเสียงรบกวนแบบเรียลไทม์ CMF บอกว่าคุยชัดได้แม้อยู่บนถนนที่แออัด ในคาเฟ่ ในออฟฟิศ หรือกลางแจ้งที่ลมแรง

อีกฟีเจอร์คือ Sound Seal System ที่ช่วยลดเสียงรั่วไปถึงคนข้าง ๆ โดยจัดการย่านเสียงกลางและสูง เพราะหูฟังแบบเปิดหูมีข้อเสียคือคนรอบตัวอาจได้ยินเสียงเรา ตั้งค่าผ่านแอป Nothing X ได้ 2 แบบ คือใช้เฉพาะตอนโทร หรือใช้ทั้งตอนโทรและตอนฟังเพลง
ควบคุม: Smart Dial ปุ่มหมุนบนเคส
จุดเด่นเรื่องดีไซน์คือ Smart Dial ปุ่มหมุนกลม ๆ บนเคสชาร์จ ใช้หมุนเร่งลดเสียง คุมเพลง รับสาย หรือจับคู่อุปกรณ์ได้เลย ไม่ต้องปลดล็อกมือถือ ตัวหูฟังแต่ละข้างยังมีปุ่มสัมผัส CMF ระบุว่าใช้งานได้แม่นแม้ตอนออกกำลังกายหรือใส่ถุงมือ

แบตเตอรี่และฟีเจอร์อื่น ๆ
ฟังต่อเนื่องได้สูงสุด 10 ชั่วโมงต่อการชาร์จ 1 ครั้ง และรวมกับเคสได้สูงสุด 32.5 ชั่วโมง ถ้าเร่งรีบ ชาร์จเร็วเพียง 10 นาทีก็ใช้ต่อได้ราว 4 ชั่วโมง
• Bluetooth 5.4 • Dual Device Connection เชื่อมต่อสองอุปกรณ์พร้อมกันและสลับได้ลื่น • Low Latency Mode สำหรับเล่นเกม • Google Fast Pair และ Microsoft Swift Pair จับคู่เร็วบน Android และ Windows • IP54 ที่ตัวหูฟัง (กันฝุ่นและละอองน้ำ เช่น เหงื่อหรือฝนเล็กน้อย แต่ไม่ใช่ว่ายน้ำ) • แอป Nothing X ตั้งค่าปุ่ม ปรับ Sound Seal อัปเดตเฟิร์มแวร์ และใช้ค้นหาหูฟังที่วางลืม
| รายละเอียด | หมายเหตุ | |
|---|---|---|
| ชนิด | Open-Ear (เปิดหู) | ดีไซน์หนีบ 3 จุด |
| น้ำหนัก | 5.9 กรัมต่อข้าง | ตามข้อมูล CMF/Nothing |
| ไดรเวอร์ | 10.8 มม. dual-magnet | Ultra Bass Technology |
| Codec | LDAC, AAC, SBC | Hi-Res Audio Certified |
| ไมค์และเสียงพูด | ไมค์ HD 4 ตัว + VPU | Clear Voice, Sound Seal |
| แบตเตอรี่ | 10 ชม. / รวมเคส 32.5 ชม. | ชาร์จ 10 นาที ใช้ได้ 4 ชม. |
| การเชื่อมต่อ | Bluetooth 5.4 | เชื่อมต่อ 2 อุปกรณ์ |
| กันน้ำ/ฝุ่น | IP54 | เฉพาะตัวหูฟัง |
| สี | Dark Grey, Light Grey, Coral | เทาเข้ม, เทาอ่อน, ส้มปะการัง |
สี ราคา และช่องทางซื้อ
มีให้เลือก 3 สี คือ Dark Grey (เทาเข้ม), Light Grey (เทาอ่อน) และ Coral (ส้มปะการัง) โดยจะวางขายอย่างเป็นทางการในไทยช่วงปลายเดือนกันยายน 2569 ผ่านตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ และ Nothing Store บน Lazada, Shopee และ TikTok Shop
เรื่องราคา ข้อมูลจาก Nothing Thailand ที่เราได้รับยังไม่ระบุราคาในไทย สำหรับตลาดสากล สื่อต่างประเทศรายงานราคา 99 ดอลลาร์สหรัฐ (นี่ไม่ใช่ราคาในไทย และราคาไทยอาจต่างออกไป) ต้องรอประกาศราคาไทยอย่างเป็นทางการอีกครั้ง
แหล่งข้อมูล: TECHHaus Thailand (techhausth.com/91220), ข่าวประชาสัมพันธ์ Nothing Thailand, Engadget, SoundGuys (ราคาสากล)




